ระบบราชการไทย

:: หน้าแรกบทความ › ระบบราชการไทย

 

ระบบราชการไทย
ความเป็นมา
ในสมัยก่อนระบบราชการของไทยเป็นระบบ
อุปถัมภ์ ( Patronage System) ซงึ+ David E.
Hussey กล่าวไวใ้ นหนังสือชอื+ Corporate Planning;
Theory and Practice หนา้ 124 ว่า ระบบอุปถัมภ์
เกิดขนึE ในประเทศจีนโบราณ มีวิธีปฏิบัติกัน 3 แบบ คือ
1. สืบสายโลหิต-บิดา-บุตร
2. แลกเปลยี+ นสงิ+ ของแลกตำแหน่ง
3 . ส นั บส นุ นผู ้รับใช ้ใ ก ล ้ชิด ให้ไ ด ้
ตำแหน่งโดยทไี+ ทยไดม้ ีความสัมพันธ์กับจีนมาตังE แต่
สมัยสุโขทัย กล่าวคือ ในปี พ.ศ. 1825 กุบไลข่าน
จักรพรรดขิX องจีนไดส้ ่งทูตมาเจริญสัมพันธไมตรีกับพ่อ
ขุนรามคำ แหงมหาราช และพระองค์เองก็ไดเ้ สด็จ
ประพาสเมืองจีนถึง 2 ครัEง คือใน ปี พ.ศ. 1837 และ
พ.ศ. 1843 จึงน่าจะไดร้ ับวัฒนธรรมระบบราชการมาจากจีน เพราะมีรูปแบบแห่งการปฏิบัติทคี+ ลา้ ยคลึง
กัน ประกอบกับหลักฐานทางประวัติศาสตร์สมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถแห่งกรุงศรีอยุธยา (ตอนตน้ )
ไดท้ รงปรับปรุงการปกครองเป็นแบบจัตุสดมภ์ คือ เวียง วัง คลัง นา ก็ไดใ้ ชร้ ะบบอุปถัมภ์ในราชการมา
โดยตลอดเช่นเดียวกัน และระบบนีEไดห้ ยั+งรากลึกลงในสังคมไทยจนกระทั+งถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จ
พระปกเกลา้ เจา้ อยหู่ ัวแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ จึงไดท้ รงวางรากฐานการเขา้ รับราชการตามระบบคุณธรรม
คือมีการสอบแข่งขันตามหลักสูตรทกี+ ำหนดไว ้
ระบบอุปถัมภ์ ไม่มีระเบียบหรือหลักเกณฑ์ที+แน่นอน จะรับใครเขา้ ทำ งานถือเอาความ
ใกลช้ ดิ หรือพรรคพวกเป็นหลัก จึงมีชอื+ เรียกระบบนีEอีกอย่างหนงึ+ ว่า “ระบบพรรคพวก” ซงึ+ เป็นผลใหก้ าร
บริหารราชการไม่มีประสิทธิภาพ เพราะว่าการคัดเลือกบุคคลเขา้ รับราชการคำนึงถึงความเป็นพรรคพวก
เป็นสำคัญ มิไดค้ ำนึงถึงความรูค้ วามสามารถของบุคคลส่วนราชการต่างๆ จึงเต็มไปดว้ ยขา้ ราชการทไี+ ม่มี
ความรูค้ วามสามารถ เพื+อแกป้ ัญหานีEจึงไดม้ ีการนำ “ระบบคุณธรรม” (Merit System) มาใช ้
ระบบคุณธรรมจึงเขา้ มามีบทบาทในการเลือกสรรบุคคลเขา้ รับราชการ เพราะระบบนีEถือหลักความเสมอ
ภาคแห่งโอกาส หลักความสามารถ หลักความมั+นคง และหลักความเป็นกลางทางการเมือง ซงึ+ เป็นการ
สรา้ งความเป็นธรรมใหเ้ กิดขนึE ในสังคม ระบบคุณธรรมยังคงใชอ้ ยจู่ นถึงปัจจุบัน
องคก์ ารกลางบรหิ ารงานบุคคล
องค์การกลางบริหารงานบุคคล คือ คณะกรรมการบริหาร (ไม่ใช่นิติบุคคล) จำนวนหนงึ+ ซงึ+
ไดร้ ับพระกรุณาโปรดเกลา้ ฯ แต่งตังE ใหด้ ำรงตำแหน่งตามวาระทกี+ ำหนดไวใ้ นกฎหมายว่าดว้ ยองค์การ
นันE ๆ โดยเฉาะ คณะกรรมการดังกล่าวมักจะประกอบดว้ ยบุคคล 3 ประเภท คือ กรรมการโดยตำแหน่ง
กรรมการทเี+ ป็นขา้ ราชการหรือพนักงานรัฐวิสาหกิจระดับบริหาร และกรรมการผูท้ รงคุณวุฒิดา้ นต่าง ๆ เช่น
ดา้ นระบบราชการและการจัดส่วนราชการ ดา้ นการพัฒนาองค์การ ดา้ นการบริหารและการจัดการ ดา้ น
กฎหมาย โดยมีสัดส่วนและจำนวนอันเหมาะสม มีประธาน คณะกรรมการ 1 คน และกรรมการอื+น ๆ ทัEง
สามประเภทดังกล่าว องค์การกลางบริหารงานบุคคลเหล่านีE จะจัดตังE ขนึE ไดก้ ็โดยกฎหมาย หรือพระราช
กฤษฎีกา หรือกฎกระทรวง/ทบวง รองรับเท่านันE และกำหนดอำนาจหนา้ ที+ขององค์การนันE ไวเ้ ป็ นการ
เฉพาะ หรือมีกำหนดไวใ้ นกฎหมายอนื+ ๆ ก็ได ้
อำนาจหนา้ ทขี+ ององค์การแต่ละองค์การจะคลา้ ยคลึงกันในเรอื+ งต่าง ๆ เหล่าน ีE คือ
1. เสนอแนะและใหค้ ำปรึกษาแก่คณะรัฐมนตรี หรือนายกรัฐมนตรี หรือรองนายกรัฐมนตรี
หรือรัฐมนตรีทกี+ ำหนดไวใ้ นกฎหมายเกยี+ วกับการบริหารการจัดการ มาตรฐานการบริหาร การปรับปรุง
เปลยี+ นแปลงต่าง ๆ ดา้ นการผลิต การบริหาร การพัฒนา การป้องกันรักษาและส่งเสริม ฯลฯ
2. กำหนดนโยบายดา้ นกำลังคน การสรรหา รักษา พัฒนา และเกษียณอายุจากหนา้ ทกี+ าร
งาน ออกกฎขอ้ บังคับ ระเบียบปฏิบัติตามกฎหมาย (หลัก) เพอื+ แกป้ ัญหาต่าง ๆ
3. ตีความ วินิจฉัยปัญหาต่าง ๆ ทเี+ กิดขนึE จากการใชก้ ฎหมายนันE ๆ
4. กำกับ ดูแล ตรวจสอบ แนะนำ ชแีE จง ใหแ้ นวทาง เพอื+ ใหห้ น่วยงานภายใตก้ ารคุม้ ครอง
ของกฎหมายเดียวกันปฏิบัติใหถ้ ูกตอ้ ง
5. รายงานรัฐบาล หรือนายกรัฐมนตรี หรือผูท้ ไี+ ดร้ ับมอบอำนาจเมอื+ หน่วยงานใดไม่ปฏิบัติ
ตาม เพอื+ ใหผ้ ูท้ มี+ ีอำนาจสูงสุดสงั+ การใหป้ ฏิบัติตาม
รายชอื) องคก์ ารกลางบรหิ ารงานบุคคลในประเทศไทย
(ยกเวน้ ขา้ ราชการการเมืองและขา้ ราชการทหาร) เรียงตามลำ ดับการจัดตังE ก่อนหลัง
(chronological order) มีดังนีE
1. คณะกรรมการขา้ ราชการพลเรือน เ รียกชื+อย่อว่า ก.พ. จัดตัEงขึEนโดยพระ ราชบัญญัติ
คณะกรรมการรักษาพระราชบัญญัติ พ.ศ.2472 เดิมเรียกว่า
ก.ร.พ. เปลยี+ นเป็นคณะกรรมการขา้ ราชการพลเรือน พ.ศ.
2476
2. คณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ เรียกชอื+ ย่อว่า ก.พ.ร. จัดตังE ขนึE โดยพระราชบัญญัติระเบียบ
บริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที+ 5) พ.ศ.2545
3. คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม เรียกชื+อย่อว่า ก.พ.ค. จัดตัEงขึEนโดยพระราชบัญญัติ
ระเบียบขา้ ราชการพลเรือน พ.ศ.2551
4. คณะกรรมการตุลาการ เรียกชอื+ ย่อว่า ก.ต. จัดตังE ขนึE โดยพระราชบัญญัติระเบียบ
ขา้ ราชการฝ่ ายตุลาการ พ.ศ.2477 แกไ้ ขปรับปรุงโดย
พระราชบัญญัติและกฎกระทรวงเรอื+ งขา้ ราชการฝ่ ายตุลา
การและดะโต๊ะยุติธรรม พ.ศ.2497
5. คณะกรรมการอัยการ เรียกชอื+ ย่อว่า ก.อ. จัดตังE ขนึE โดยพระราชบัญญัติระเบียบ
ขา้ ราชการฝ่ ายอัยการ พ.ศ. 2503 และ กฎกระทรวง พ.ศ.
2521
6. คณะกรรมการขา้ ราชการพลเรือนใน เรียกชอื+ ย่าว่า ก.ม. จัดตังE ขนึE โดยพระราชบัญญัติระเบียบ
มหาวิทยาลัย ขา้ ราชการพลเรือนในมหาวิทยาลัย พ.ศ. 2507 และกฎ
ทบวง
7. คณะกรรมการขา้ ราชการกรุงเทพมหานคร เรียกชอื+ ย่อว่า ก.ก. จัดตังE ขนึE โดยพระราชบัญญัติระเบียบ
ข ้า ร า ช ก า ร ก รุ ง เทพมห า น ค ร พ. ศ . 2 5 1 6 แ ล ะ
พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร
พ.ศ. 2518
8. คณะกรรมการขา้ ราชการฝ่ ายรัฐสภา เรียกชอื+ ย่อว่า ก.ร. จัดตังE ขนึE โดยพระราชบัญญัติระเบียบ
ขา้ ราชการฝ่ ายรัฐสภา พ.ศ. 2518 และกฎ ก.ร.
9. คณะกรรมการขา้ ราชการตำรวจ เรียกชอื+ ย่อว่า ก.ตร. จัดตังE ขนึE โดยพระราชบัญญัติระเบียบ
ขา้ ราชการตำรวจ พ.ศ. 2521 และกฎกระทรวง
10. คณะกรรมการขา้ ราชการครู เรียกชอื+ ย่อว่า ก.ค. จัดตังE ขนึE โดยพระราชบัญญัติระเบียบ
ขา้ ราชการครู พ.ศ. 2523
11. คณะกรรมการบริหารเมืองพัทยา จัดตังE ขนึE โดยพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการเมือง
พัทยา พ.ศ. 2521 ซงึ+ องค์การบริหารประกอบดว้ ยสภา
เมืองพัทยาและปลัดเมืองพัทยา
12. คณะกรรมการขา้ ราชการส่วนจังหวัด เรียกชอื+ ย่อว่า ก.จ. จัดตังE ขนึE โดยพระราชบัญญัติระเบียบ
บริหารราชการส่วนจังหวัด พ.ศ. 2498 และพระราช
กฤษฎีการะเบียบขา้ ราชการครูส่วนจังหวัด พ.ศ. 2521
13. คณะกรรมการพนักงานสุขาภิบาล เ รียกชื+อย่อว่า ก.ส. จัดตัEงขึEนโดยพระ ราชบัญญัติ
สุขาภิบาล พ.ศ.2495 และระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่า
ดว้ ยระเบียบพนักงานสุขาภิบาล พ.ศ.2520
14. คณะกรรมการพนักงานเทศบาล เรียกชอื+ ย่อว่า ก.ท. จัดตังE ขนึE โดยพระราชบัญญัติเทศบาล
พ.ศ. 2496 และพระราชกฤษฎีการะเบียบพนักงาน
เทศบาล พ.ศ. 2519
---------------------------------------------------------
 
ขอบคุณข้อมูลจาก http://job.ocsc.go.th




Posted by administrator Tel. เปิดดู 541 ครั้ง